Verbs.

วันนี้ผมมีปัญหาเกี่ยวกับ Weekly report เขียนไปเขียนมา งง ว่าเวลาไหนผมจะใช้ verbs แบบไหน เลยต้องกลับมานั่งทบทวนกันอีกครับ ผมอ้างอิงหนังสือที่ชื่อว่า Advanced English Grammar for high learning. แฮะๆ มันเป็นหนังสือสำหรับนักเรียนที่อยู่ ม. ปลาย (ชอบเด็ก ม.ปลาย) บอกตรงๆว่าหนังสือเล่มนี้อ่านแล้ว งงๆ ภาษาที่ใช้ อาจารย์เค้าแปลให้เป็นภาษาไทยมากจนเกินไป เช่น

Transitive verb = สกรรมกริยา

Intransitive verb = อกรรมกริยา

ให้ตายเหอะ ผมต้องไปหาความหมายต่ออีกว่าไอ้ คำว่า สกรรม / อกรรม กริยา มันแปลว่าอะไร (สรุปว่ากูต้องมาแปร ต่ออีกใช้มั๊ยเนี้ย…) แต่ ก็ชั่งเหอะ มาว่าเรื่อง verbs ต่อดีกว่า

Verbs มีด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิดคือ

  1. Transitive verb คือ verb ที่ต้องการกรรมารองรับถึงจะทำให้ประโยคสมบูรณ์ เช่น
    Aoddy love Da. (She is pharmacist. 😀 ) ถ้าเจ้ แกมาอ่านเจอ …จ๊าก (เขินหว่ะ)
    Love is transitive verb, if this sentence doesn’t has object (Da). Sentence doesn’t complete.
  2. Intransitive verb คือ verb ที่ไม่ต้องการกรรมมารองรับก็สามารถที่จะทำให้ประโยคสมบูรณ์ เช่น
    Aoddy run very fast.วิ่งเร็วมาก…ไม่ต้องมี object ก็รู้ว่าวิ่ง
  3. Finite verb คือ กริยาที่นำมาใช้เป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้ประโยคสมบูณ์ คือถ้าขาดกริยาแท้ไปก็จะไม่สามารถเป็นประโยคได้ว่า งั้นเหอะ ดูๆ ไป ไอ้ Transitive&Intransitive ก็จะอยู่ใน Finite verb เหมือนกันนะเนี้ย
  4. Non-Finite verb คือกริยาที่ถูกนำมาใช้เป็นคำอื่นบ้าง เช่น คำนาม, adjective, adverb โดยจะแบ่งย่อยออกได้อีก 3 ชนิดคือ
    1. Infinitive คือ กริยาที่มี to นำหน้าแล้วตามด้วย Verb ช่องที่ 1 เช่น
      Aoddy wants to improve his English skill.
    2. Gerund คือ กริยาที่เติม ing แล้วทำหน้าที่เป็น คำนาม เช่น
      Aoddy likes playing guitar.
    3. Participle คือ กริยาที่เติม ing เช่น eating, coming หรือ กริยาที่เป็น verb ช่องที่ 3 (เหอะๆๆ งง หว่ะ)
  5. Auxiliary verb คือ กริยาช่วยนั่นเอง พวก is, am, are, do, does, did etc. พูดง่ายๆ ก็คือ กริยาที่ช่วยให้กริยาตัวอื่นเพื่อให้ประโยคนั้นกลายเป็นประโยคคำถาม ปฏิเสธ หรือให้ประโยคมีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ ที่อยู่ในอดีต,ปัจจุบัน และอนาคต

อ่า หลังจากที่รู้จัก verb กันไปแล้ว แต่บางที่เวลาเอาไปใช้จริง มันก็จะมีเงื่อนไขต่างๆ อีกมากมาย ผมก็เลยนั่งอ่านต่อไปอีกนิดก็พบ ว่าบางครั้งบางเหตุการณ์เราจำเป็นต้องดัดแปลง verb ให้เข้ากับสถานการณ์ อีกด้วย เช่น

  1. Verb to be ถ้าวางไว้หน้า infinitive verb มันจะมีความหมายเป็นนัยๆ ว่า “จะ, จะต้อง” คืออะไรๆ ที่คิดไว้ว่าจะทำในอนาคต หรือ แผนการต่างๆ ว่างั้นเหอะๆ
    Aoddy is to stay here till his girlfriend pardons to him. (อุ๊บ !!)
  2. ในประโยคคำสั่ง , อวยพร ที่นำหน้าด้วย Adjective ต้องใช้ Be นำหน้าเสมอ
    Be good luck in your marry.
  3. เยอะเนาะ..เดี๋ยวจะมาเล่าต่อละกัน..