40 Android Business Models : Part 1

ผมเป็นคนหนึ่งที่หลงไหล ในความสามารถของ Android แอบไปซ้อมเขียนโปรแกรมกิ๊กก๊อกมาก็นิดหน่อย แต่ไม่เป็นโล้เป็นพายเท่าไหร่ อีกอย่างก็ยังไม่มีตังส์จะซื้อ กะว่ากลับเมืองไทยค่อยไปถอยตัวถูกๆ มาเล่นน่าจะดีกว่า ใฝ่ฝันไว้ว่าวันข้างหน้า จะกลับไปอยู่บ้านนอก แล้วก็นั่งเขียนโปรแกรมบนมือถือขาย อะไรเทือกๆ นั้น

เข้าเรื่อง..พอดีวันก่อนแอบไปเห็นบทความที่เกี่ยวกับ Business Models ของ Android ก็คิดว่าน่าสนใจทีเดียว เลยถือโอกาสแปลมาเก็บไว้ดีกว่า เพราะไอ้ตัวผมก็รู้จักอยู่แค่อันเดียวก็คือ เขียนโปรแกรม แล้วก็ขายให้คนใช้ ผ่าน Android Market ….มาเริ่มเลยดีกว่า

[ad#ad-post-1]

Model #1: Build the App, Sell the App to Individuals

อันแรกนี้ก็จะเหมือนกับที่ผมรู้จัก แบ่งกลุ่มคน ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มคนที่ผ่านมาเห็นโปรแกรมของเราบน Android Market ซึ่งอาจเจอเพราะอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน (X)
  2. กลุ่มคนที่กำลังหาโปรแกรมของเรา (Y)
  3. กลุ่มคนที่ซื้อโปรแกรมเราไปใช้ (Z)

แน่นอนว่าเราต้องพยายามเพิ่มจำนวน ของกลุ่มคน Y & Z และก็ขายไปยังในลู่แบบอื่นๆ บางครั้งตลาดอาจจะเล็ก แต่อาจจะง่ายและเหมาะสมต่อกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่ม Y&Z

Model #2: Make the App, Sell the App to Enterprises

ก็คือเขียนโปรแกรมแล้วก็ขายให้บริษัทนั่นเอง บางบริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องใช้โปรแกรมพิเศษ เฉพาะด้านมาช่วย ที่เห็นได้ชัดเลย ก็อย่างเช่น ร้าน MK พนักงานก็จะมี Mobile ไว้คอยสั่งอาหารให้ลูกค้า (บางสาขา มีเต้นโชว์ด้วย)

Model #3: Make the App, Sell the App to Schools or Universities

ชัดเจนครับ เขียนโปรแกรมแล้วก็ขายให้โรงเรียนหรือมหาลัย เคยเห็นเพื่อนที่เรียนสายการแพทย์ จะมีโปรแกรมบนมือถือแปลกๆ มาใช้กัน

Model #4: Make the App, Sell the App to OEMs

แน่นอนโปรแกรมเมอร์ไหนๆก็อยากขายโปรแกรมได้ทีละเยอะๆ ขายให้บริษัทผู้ผลิตมือถือไปเลย (Original Equipment Manufacturer) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือโปรแกรมฟังเพลงยอดนิยมอย่าง Songbird ที่ในตอนแรก ยอมให้คนทั่วไป Download ไปใช้งานฟรีๆ (เป็นโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์) แต่พอหลังจากนั้นก็เริ่มผลิต Software ฟังเพลงให้บริษัทมือถือซ่ะเลยถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น Samsung ก็ร่ำรวยกันไป

Model #5: Make the App, Sell the App to Content Providers

ในการพัฒนาโปรแกรมนั้น มันจะดีไม่ใช่น้อยถ้าเราสามารถที่จะนำฟังก์ชั่นหลักๆ มารวมกัน แล้วให้นักพัฒนาเรียกใช้ฟังก์ชั่นเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น ถ้านึกไม่ออกให้ลองนึกถึง WordPress ที่ค่อนข้างแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าเราไม่ต้องเขียนทุกอย่างเองตั้งแต่ต้น เราเขียน Core หลักของ Software มารองรับการพัฒนาต่อยอดของนักพัฒนา นั่นเอง ซึ่งถ้าเราสามารถพัฒนา Software ที่มีลักษณะคล้ายๆกับ WordPress ก็จะทำให้นักพัฒนา พัฒนา Application เหล่านั้นได้เร็วยิ่งขี้น

ความท้าท้ายของโมเดลธุรกิจแบบนี้ก็คือ การหาตลาดที่มีการใช้งานซ้ำ (repeatable market segment)

Model #6: Make the App, Sell the App to Service Providers

อันนี้จะคล้ายๆกับ โมเดลที่ 5 เพียงแต่ว่าอันนี้จะเน้นไปที่ Service provider (CAT, TOT บ้านเรา) ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้ชัดก็จะเป็นโปรแกรมพวก SIP เราทำโปรแกรมให้กับบริษัทเหล่านั้น แล้วก็ให้บริษัทเหล่านั้นส่งไปให้ลูกค้า (ยอมให้ Download ฟรีๆ) หรือจะเก็บตังส์จากลูกค้าอีกรอบก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญสำหรับโมเดลลักษณะนี้ก็คือ เราต้องคอยปรับปรุง Software อยู่เสมอตามที่ SP ต้องการ

ผมเคยมีโอกาส ใช้โปรแกรมพวก SIP ทั้งของ TOT และ CAT Telecom ช่วงแรกๆที่มาอยู่ฝรั่งเศสใหม่ๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องย้ายไปใช้ Skype เนื่องด้วยราคานั้นค่อนข้างแพง คิดเป็นนาที (ซื้อ 300 บาท ใช้ได้ 30 วัน) แต่ Skype ผมจ่าย 11 Euro / 3 เดือน โทรได้ unlimited ได้ทั้งเบอร์บ้านและมือถือ และที่สำคัญมีเพื่อนๆ ผมหลายคนใช้ Skype

จบอันแรก..เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อช่วงที่ 2 ครับ

[ad#post-image]

quintessential (adj)= ที่เป็นหัวใจหัวกะทิ
leverage (n) = พลัง/อำนาจ
lucrative (adj) = ร่ำรวย / มีกำไร

Original link : www.androidguys.com