SupabaseDatabaseFirebaseOpen SourcePostgreSQL

รู้จัก Supabase: ทางเลือก Open Source ที่มาท้าชน Firebase

By Aoddy6 min read

ในยุคที่การพัฒนาแอปพลิเคชันต้องแข่งกับเวลา Firebase จาก Google เคยเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่ช่วยให้ Developer สร้างแอปฯ ได้รวดเร็วโดยไม่ต้องกังวลเรื่อง Backend Infrastructure แต่ทว่า... เมื่อแอปฯ โตขึ้น หรือต้องการความยืดหยุ่นที่มากขึ้น หลายคนเริ่มเจอกับ "กำแพง" บางอย่าง ทั้งเรื่องราคาที่พุ่งสูง หรือข้อจำกัดของ NoSQL

และนั่นคือที่มาของพระเอกคนใหม่ที่เราจะมาคุยกันในวันนี้ Supabase

Supabase Architecture

Supabase คืออะไร?

Supabase นิยามตัวเองว่าเป็น "The Open Source Firebase Alternative" หรือทางเลือกแบบ Open Source ที่จะมาแทนที่ Firebase นั่นเอง

แต่สิ่งที่ทำให้ Supabase น่าสนใจจริงๆ ไม่ใช่แค่การเป็น "ทางเลือก" แต่คือ "ไส้ใน" ของมันครับ เพราะ Supabase สร้างขึ้นบน PostgreSQL ซึ่งเป็น Relational Database (SQL) ที่ทรงพลังและได้รับความนิยมมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก

การเลือกใช้ PostgreSQL ทำให้ Supabase ได้เปรียบในเรื่องของความน่าเชื่อถือ Integrity ของข้อมูล และความสามารถในการทำ Query ที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ NoSQL database ทั่วไปทำได้ยาก

เจาะลึก Tech Stack: เบื้องหลังความเทพ

เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้ง เรามาดูกันว่าเจ้า Supabase ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ทำไมมันถึงทำงานได้มหัศจรรย์ขนาดนี้

1. PostgreSQL (The Heart)

หัวใจหลักของ Supabase คือ PostgreSQL 100% ครับ ทุกอย่างที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตาราง เก็บข้อมูล user หรือจัดการ file ทั้งหมดจะถูกเก็บอยู่ใน Postgres นี่แหละ ทำให้เราสามารถใช้ Tools หรือ Extensions ของ Postgres ได้เต็มสูบ (เช่น PostGIS สำหรับข้อมูลภูมิศาสตร์)

2. GoTrue (Authentication)

ระบบสมาชิกและการยืนยันตัวตน Supabase ใช้ GoTrue ซึ่งเป็น JWT-based API

  • รองรับการ Sign up / Sign in แบบพื้นฐาน (Email/Password)
  • รองรับ Third-party login (Google, Facebook, GitHub, etc.)
  • จัดการเรื่อง Magic Link และ Password Recovery ได้ง่ายๆ
  • ที่สำคัญ มันทำงานร่วมกับ Postgres Row Level Security (RLS) ทำให้เรากำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้ละเอียดโคตรๆ

3. PostgREST (The API Layer)

อันนี้คือทีเด็ด! ปกติถ้าเราใช้ SQL database เราต้องเขียน backend API (Node.js, Python, Go) มาครอบเพื่อคุยกับ database ใช่ไหมครับ? แต่ Supabase ใช้ PostgREST ซึ่งจะแปลง Database Schema ของเราให้กลายเป็น RESTful API ให้โดยอัตโนมัติ!

  • สร้างตารางปุ๊บ ได้ API ปั๊บ (CRUD: Create, Read, Update, Delete)
  • เร็วมาก และ Secure มาก

4. Realtime

ฟีเจอร์ที่ทำให้แอปฯ เราดู "สด" ตลอดเวลา Supabase ใช้ Elixir server (Phoenix) ในการฟัง PostgreSQL WAL (Write Ahead Log) แปลว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการ Insert, Update, หรือ Delete ข้อมูลใน Database ตัว Realtime server จะส่งข้อมูลชุดนั้นไปให้ Client ที่ Subscribe อยู่ทันทีผ่าน WebSockets (คล้ายๆ Firestore แต่เป็น SQL!)

5. Storage

เอาไว้เก็บไฟล์รูปภาพ วิดีโอ หรือเอกสารต่างๆ โดยเบื้องหลังมันคือ S3-compatible storage แต่ความฉลาดคือมันจัดการสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ผ่าน Postgres database ทำให้เราจัดการ Permission ได้ง่ายเหมือนจัดการข้อมูลในตาราง


Supabase vs. Firebase: เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด

หัวข้อเปรียบเทียบ Firebase Supabase
Database Type NoSQL (Firestore / Realtime DB) SQL (Relational - PostgreSQL)
โครงสร้างข้อมูล Document-based (เหมือน JSON) Table-based (ตารางและความสัมพันธ์)
License Proprietary (ของ Google) Open Source
Querying จำกัด (NoSQL query) ทำซับซ้อนยาก ทรงพลังมาก (SQL JOINs, filer, sort)
Realtime ดีเยี่ยม (Built-in) ดีเยี่ยม (ผ่านการ Subscribe)
Hosting มี Hosting ให้ในตัว ปัจจุบันเน้น Backend (อนาคตอาจมี)
Functions Cloud Functions (Node.js, etc.) Edge Functions (Deno)

จุดเด่นของ Supabase (Pros)

  1. พลังของ SQL: ถ้าโปรเจกต์ของคุณมีข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันซับซ้อน (Relational Data) เช่น Order ต้องมี User, สินค้า, การชำระเงิน การใช้ SQL จะจัดการง่ายและมีประสิทธิภาพกว่า NoSQL มาก
  2. No Vendor Lock-in: เนื่องจากเป็น Open Source และใช้มาตรฐาน PostgreSQL คุณสามารถ "Dump" ข้อมูลของคุณแล้วย้ายไปรันบน Server เอง หรือ Cloud เจ้าอื่นได้ทุกเมื่อ
  3. ราคา (Pricing): โดยรวมมักจะควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า เพราะคิดตามขนาด storage และ bandwidth ไม่ได้คิดตามจำนวน operation (Read/Write) ยิบย่อยเหมือน Firebase ที่อาจจะแพงหูฉี่ถ้าออกแบบไม่ดี

จุดสังเกตของ Supabase (Cons)

  1. Learning Curve: ถ้าคุณไม่เคยเขียน SQL มาก่อน อาจจะต้องปรับตัวนิดหน่อยในการออกแบบ Schema (แต่ Supabase ก็มี UI ที่ช่วยให้ง่ายขึ้นมาก)
  2. Edge Functions: ฟังก์ชัน Serverless ของ Supabase รันบน Deno (Edge) ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดบางอย่าง หรือ Library บางตัวที่ยังไม่รองรับเท่า Node.js บน Firebase Cloud Functions

อีกหนึ่งทีเด็ด: ทำ Local Development & Self-Hosting ได้!

นี่คือสิ่งที่ Firebase ให้คุณไม่ได้ครับ! Supabase อนุญาตให้คุณจำลอง Stack ทั้งหมดมา Run บนเครื่องตัวเองได้ผ่าน Docker

ทำ Local Dev ดียังไง?

  • Offline Mode: เขียนโค้ดได้แม้ไม่มีเน็ต
  • Faster Development: ทดสอบเร็ว ไม่ต้องรอ Deploy
  • Safe Testing: ลอง Migration หรือเล่นกับข้อมูลได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวกระทบ Production

วิธีทำก็ง่ายมากแค่มี Docker และใช้ Supabase CLI:

npx supabase start

คำสั่งเดียว Supabase จะเสกทั้ง Database, Auth Server, API Gateway, และ Supabase Studio (Dashboard) ขึ้นมาให้ใช้งานบน http://localhost:54323 ทันที!

หรือถ้าใครอยาก Self-Hosting เอาไปรันบน Server ตัวเอง (เช่น บน DigitalOcean, AWS EC2 หรือ Raspberry Pi) ก็ทำได้ 100% เพราะมันคือ Docker Container ทั้งหมด ประหยัดค่า Cloud ไปได้อีกถ้าคุณดูแล Server เป็น

เจาะลึกฟีเจอร์ AI: ทำ Chatbot และ RAG DB ได้จริงหรอ?

คำตอบคือ "ได้และดีมาก" ครับ! เดี๋ยวนี้กระแส RAG (Retrieval Augmented Generation) กำลังมาแรง ซึ่งหลักการคือการทำให้ AI (เช่น GPT-4) "ฉลาดขึ้น" โดยการพามันไปอ่านข้อมูลของเราก่อนตอบคำถาม

Supabase รองรับ Flow นี้แบบ Native ด้วย pgvector มาดูขั้นตอนการทำแบบเข้าใจง่ายครับ:

Flow การทำงาน (Step-by-Step)

  1. Chunking & Embedding (เตรียมข้อมูล) สมมติคุณมีไฟล์ PDF คู่มือพนักงาน คุณต้องย่อยมันเป็นชิ้นเล็กๆ (Chunking) แล้วส่งไปแปลงเป็นตัวเลขทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า "Vector Embeddings" (ใช้ OpenAI API หรือ Model อื่นๆ) จากนั้น Save ลง Table ใน Supabase

  2. Storage with pgvector (เก็บลง DB) ใน Supabase คุณแค่สร้าง Column ประเภท vector (รองรับได้ถึง 2000+ dimensions) ก็เก็บข้อมูลชุดนี้ได้เลย ไม่ต้องไปเช่า Vector DB แพงๆ แยกต่างหาก

  3. Similarity Search (การค้นหา) ทีเด็ดอยู่ตรงนี้! เมื่อ user ถามว่า "ลาป่วยต้องทำยังไง?" เราจะแปลงคำถามนี้เป็น Vector แล้วใช้ฟังก์ชันของ Postgres ค้นหาว่า "ข้อมูลส่วนไหนใน DB ที่มี Vector ใกล้เคียงกับคำถามนี้ที่สุด" (Cosine Distance)

  4. Generation (ตอบคำถาม) เมื่อได้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องแล้ว (เช่น กฎระเบียบหน้า 5) เราก็ส่งทั้ง "คำถาม" และ "เนื้อหาหน้า 5" ไปให้ GPT ประมวลผล แล้วตอบกลับออกมาเป็นภาษามนุษย์

สรุป: คุณได้ AI Search Engine ส่วนตัวโดยใช้แค่ Supabase + OpenAI จบใน Database ตัวเดียว! ประหยัด ไม่ซับซ้อน และข้อมูล Update Realtime ตามตาราง SQL เลย

ใครใช้ Supabase บ้าง? (Success Stories)

ถ้าถามว่า "Supabase พร้อมสำหรับ Production หรือยัง?" ลองดูรายชื่อบริษัทระดับโลกพวกนี้ครับ:

  • Mozilla: ใช้ Supabase ในโปรเจกต์ AI Help
  • 1Password: ใช้อยู่เบื้องหลัง (built on top of Postgres)
  • PwC: บริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก
  • Udio: AI Music Generator ที่ดังพลุแตก ก็ใช้ Supabase รองรับ User หลักล้าน
  • Startups ใน Y Combinator: กว่า 1,000+ บริษัทใน YC เลือกใช้ Supabase เป็น Backend หลัก

สรุป: เลือกอะไรดี?

เลือก Firebase ถ้า...

  • คุณต้องการความเร็วในการขึ้นโปรเจกต์แบบสุดๆ และข้อมูลไม่ได้ซับซ้อนมาก
  • คุณถนัด NoSQL และชอบความยืดหยุ่นของ JSON
  • คุณต้องการบริการอื่นๆ ของ Google แบบครบวงจร (Analytics, Crashlytics, Push Notifications)

เลือก Supabase ถ้า...

  • แอปฯ ของคุณมีข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันเยอะ (Relational Data)
  • คุณต้องการความสามารถในการ Query ข้อมูลที่ซับซ้อน
  • คุณกังวลเรื่อง Vendor Lock-in และอยากได้ความเป็น Open Source
  • คุณอยากคุม Cost ให้คาดการณ์ได้ง่ายกว่า

ส่วนตัวผมมองว่า Supabase คืออนาคตที่น่าจับตามองมากๆ สำหรับใครที่รัก SQL แต่อยากได้ความฟินแบบ Realtime และ Backend-as-a-Service ลองไปเล่นดูครับ แล้วคุณอาจจะลืมการเขียน Backend แบบเดิมๆ ไปเลย!


Resources: